ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นทุกปี ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (จ่ายตามจริงภายในวงเงินรวม) จึงเป็นตัวเลือกที่หลายคนสนใจ เพราะไม่ต้องกังวลว่าค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดจะเกินวงเงินย่อย
แต่ "เหมาจ่าย" ของแต่ละแผนไม่เหมือนกัน ก่อนตัดสินใจ ลองใช้เช็กลิสต์ 5 ข้อนี้ช่วยเปรียบเทียบ
1. วงเงินค่าห้องตรงกับโรงพยาบาลที่คุณใช้จริงไหม
ค่าห้องเป็นจุดแรกที่ควรดู เพราะหลายแผนแม้จะเหมาจ่ายค่ารักษา แต่ยังกำหนดวงเงินค่าห้องต่อวันแยกไว้
- เช็กราคาห้องเดี่ยวมาตรฐานของโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือที่ทำงานที่คุณมักไป
- ถ้าค่าห้องจริงสูงกว่าวงเงิน ส่วนต่างอาจต้องจ่ายเอง และบางแผนอาจเฉลี่ยส่วนเกินไปยังค่ารักษาหมวดอื่นด้วย
2. วงเงินคุ้มครองต่อปี และต่อครั้ง
ดูว่าแผนกำหนดวงเงินแบบ ต่อปี หรือ ต่อครั้งที่เข้ารักษา และเพียงพอสำหรับโรคร้ายแรงที่ค่ารักษาสูงหรือไม่ เช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายหลักแสนถึงหลักล้านบาท
ถ้างบประมาณจำกัด การเลือกวงเงินต่อปีที่สูงพอสำหรับเหตุการณ์ใหญ่ มักสำคัญกว่าการมีความคุ้มครองเล็ก ๆ หลายรายการ
3. ผู้ป่วยนอก (OPD) จำเป็นสำหรับคุณไหม
ความคุ้มครองผู้ป่วยนอกช่วยเรื่องค่าหาหมอทั่วไป แต่ทำให้เบี้ยสูงขึ้นพอสมควร ลองถามตัวเองว่า
- คุณมีสวัสดิการ OPD จากที่ทำงานอยู่แล้วหรือยัง
- ปีที่ผ่านมาค่า OPD รวมทั้งปีเท่าไร เทียบกับเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่ม
หลายคนเลือกเน้นผู้ป่วยใน (IPD) วงเงินสูง แล้วจ่าย OPD เองเมื่อจำเป็น ซึ่งมักคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
4. เงื่อนไขการต่ออายุและการร่วมจ่าย
ประกันสุขภาพจะมีประโยชน์จริงเมื่อคุณถือได้ต่อเนื่องจนอายุมาก ควรอ่านเงื่อนไขเหล่านี้ให้ชัด
- การต่ออายุ: บริษัทพิจารณาต่ออายุอย่างไร และคุ้มครองได้ถึงอายุเท่าไร
- การปรับเบี้ย: เบี้ยจะปรับตามช่วงอายุ และอาจปรับตามประสบการณ์เคลมโดยรวมตามที่ระบุในสัญญา
- การร่วมจ่าย (Copayment): กรมธรรม์ประกันสุขภาพรุ่นใหม่อาจมีเงื่อนไขให้ผู้เอาประกันร่วมจ่ายบางส่วนในปีต่ออายุ หากเคลมโรคทั่วไปที่ไม่รุนแรงบ่อยเกินเกณฑ์ที่กำหนด ควรอ่านเงื่อนไขในสัญญาของแผนที่สนใจให้เข้าใจ
5. ระยะเวลารอคอยและโรคที่เป็นมาก่อน
- ระยะเวลารอคอย: โดยทั่วไปการเจ็บป่วยทั่วไปมีระยะรอคอย 30 วัน และบางโรคที่กำหนดไว้อาจรอคอย 120 วันนับจากวันเริ่มคุ้มครอง (อุบัติเหตุมักคุ้มครองทันที)
- โรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน: มักไม่อยู่ในความคุ้มครอง ควร แถลงสุขภาพตามจริงทุกข้อ เพราะการปกปิดข้อมูลอาจทำให้บริษัทบอกล้างสัญญาได้ภายหลัง
ด้วยเหตุนี้ การทำประกันสุขภาพตั้งแต่ยังแข็งแรงจึงได้เปรียบทั้งเรื่องเบี้ยและความคุ้มครอง
โบนัส: สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเองใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาท (เมื่อรวมกับประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาท) และเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ลดหย่อนได้อีกสูงสุด 15,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ณ วันที่เขียน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่องลดหย่อนภาษีด้วยประกัน
สรุป
ประกันสุขภาพที่ดีไม่ใช่แผนที่ถูกที่สุดหรือแพงที่สุด แต่คือแผนที่ ค่าห้องตรงกับโรงพยาบาลที่ใช้ วงเงินพอสำหรับโรคร้ายแรง และถือต่อได้ยาว ในเบี้ยที่คุณจ่ายไหวทุกปี
ถ้าอยากให้ช่วยเปรียบเทียบแผนให้เหมาะกับงบและสวัสดิการที่มีอยู่ ปรึกษาฟรีได้ที่นี่
